สถูปแห่งหนึ่งในสถานที่แสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า ถูกรื้อเอาอิฐไปสร้างตลาด ปี ค.ศ. 1794
สถูปคือเจดีย์แบบอินเดียโบราณ ทรงโดมคว่ำ ใช้เก็บอัฐิหรือของสำคัญ ข้างในสถูปนี้มีกล่องหินอ่อนสีเขียว ใส่กระดูกชิ้นเล็ก ๆ กับไข่มุกไม่กี่เม็ด
กระดูกกับไข่มุกถูกนำไปทิ้งลงแม่น้ำคงคา ส่วนกล่องถูกส่งไปสมาคมวิชาการของอังกฤษในกัลกัตตา แล้วหายสาบสูญ
ตอนนั้นยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าซากนี้คือสถานที่ในพุทธประวัติ กว่าจะมีคนยืนยันได้ก็ผ่านไปอีกหลายสิบปี
สถานที่แห่งนี้ชื่อสารนาถ ยูเนสโกเพิ่งขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026
สารนาถเป็นหนึ่งในสี่สังเวชนียสถาน คือสี่ที่ที่ชาวพุทธไปแสวงบุญ ได้แก่ ที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่แสดงธรรมครั้งแรก และที่ปรินิพพาน
หลายแห่งในสี่ที่นี้เคยถูกทิ้งร้างจนเหลือแค่เนินดินกับซากอิฐ
สิ่งที่ถูกเอามาเทียบกับเนินดินพวกนี้ คือบันทึกการเดินทางของพระจีนรูปหนึ่ง ที่เดินผ่านทั้งสารนาถ กุสินารา และลุมพินีเมื่อเกือบพันสี่ร้อยปีก่อน
คนที่เอาบันทึกนั้นมาใช้จริงจังชื่ออเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม เป็นวิศวกรทหารอังกฤษ ที่ต่อมาตั้งหน่วยสำรวจโบราณคดีของรัฐบาลอินเดีย
ปี 1835 ตอนอายุ 21 เขาอ่านรายงานเรื่องกล่องหินอ่อนของชาวอังกฤษ แล้วไปขุดที่สารนาถ ผลคือเจอกล่องหินทรายด้านนอก ที่เคยครอบกล่องหินอ่อนใบนั้น
อีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อบันทึกของพระจีนถูกแปลเป็นภาษายุโรป เขาก็ใช้มันเป็นคู่มือตามหาสถานที่ทั่วอินเดีย
ที่หนึ่ง — สารนาถ
บันทึกพระจีนอธิบายที่มาของชื่อสวนกวางไว้ด้วยนิทานเรื่องหนึ่ง กษัตริย์เมืองนั้นชอบล่ากวางครั้งละมาก ๆ พญากวางจึงขอแลก ให้ส่งกวางไปถวายวันละตัวแทน
วันหนึ่งถึงคิวแม่กวางท้องแก่ พญากวางอีกฝูงเดินเข้าวังไปแทนนาง กษัตริย์ได้ยินเหตุผลก็ตรัสว่า ข้ามีร่างคน แต่เป็นกวาง ส่วนเจ้ามีร่างกวาง แต่เป็นคน แล้วสั่งปล่อยกวางทั้งหมด
นี่คือนิทานชาดก เรื่องเล่าอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่ขุดพิสูจน์ได้
บันทึกยังเก็บอีกฉากหนึ่งไว้ ห้าคนเคยตามดูแลเจ้าชายสมัยบำเพ็ญเพียร แต่เดินจากไปเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา
วันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเดินมาหาพวกเขาที่สารนาถ ทั้งห้าเห็นแต่ไกลก็ตกลงกันว่าอย่าลุกต้อนรับ พอเขาเดินเข้ามาใกล้ ทั้งห้าลืมข้อตกลง ลุกไปกราบเอง
ส่วนที่เทียบกับของจริงได้ คือสถูปของพระเจ้าอโศกกับเสาหินหน้าสถูป บันทึกว่าเสาสูงราวยี่สิบเมตร เนื้อหินชุ่มเหมือนหยก ส่องเงาใสเหมือนกระจก
ปี 1904 ถึง 1905 วิศวกรชาวเยอรมันที่เข้าสัญชาติอังกฤษนำทีมขุดสารนาถครั้งใหญ่ ได้ส่วนฐานกับลำเสาหินของพระเจ้าอโศก
เดือนมีนาคม 1905 ทีมเจอหัวเสารูปสิงโตสี่ตัวหันหลังชนกัน ขัดมันเงา สิงโตสองตัวอยู่ครบ อีกสองตัวหัวหลุดตั้งแต่ก่อนถูกฝัง ต้องต่อหัวกลับเข้าไป
ตัวหนึ่งขาดกรามล่าง อีกตัวขาดกรามบน ชิ้นที่หายไปไม่เคยถูกพบเลย
สิงโตชุดนี้คือต้นแบบของสิงโตบนตราแผ่นดินอินเดียทุกวันนี้
ที่สอง — กุสินารา
กุสินาราคือที่ปรินิพพาน ปี 1837 รายงานชิ้นแรกที่เอ่ยถึงซากที่นี่ในยุคสมัยใหม่ เขียนว่าเป็นป้อมของเทพเจ้าท้องถิ่นชื่อมาตากูร์ และชาวบ้านยังไปกราบไหว้
ปี 1861 ถึง 1862 คันนิงแฮมขุดเนินดินแถวนั้น และเป็นนักโบราณคดีคนแรกที่ชี้ว่านี่คือที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
บันทึกพระจีนเขียนไว้ว่า ในวิหารอิฐหลังใหญ่มีรูปพระพุทธเจ้าปรินิพพาน นอนหันศีรษะไปทางเหนือ
ปี 1876 นักสำรวจอีกคนเปิดเนินสถูปปรินิพพานออก เจอพระพุทธรูปไสยาสน์ยาว 6.1 เมตร แกะจากหินทรายแดงก้อนเดียว
ทุกวันนี้องค์นั้นนอนตะแคงขวา ศีรษะไปทางเหนือ หน้าหันไปทางตะวันตก ทิศศีรษะตรงกับที่บันทึกไว้
ข้างวิหารมีสถูปของพระเจ้าอโศก หน้าสถูปมีเสาหินจารึกเรื่องปรินิพพาน แต่ไม่ระบุวันที่
บันทึกเล่าต่อว่า ตั้งแต่ยุคนั้นก็เถียงกันแล้วว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานมากี่ปี บ้างว่าพันสองร้อยกว่าปี บ้างว่าพันสามร้อยกว่า บ้างว่าพันห้าร้อยกว่า
อีกฝ่ายว่าเกินเก้าร้อยปีแล้ว แต่ยังไม่ถึงพันปี
ที่สาม — ลุมพินี
บันทึกเล่าว่าที่ประสูติมีต้นอโศกที่เหี่ยวแห้งไปแล้ว และมีเสาหินใหญ่ของพระเจ้าอโศก หัวเสาเป็นรูปม้า
ภายหลังมังกรร้ายฟาดสายฟ้าใส่ เสาหักกลางแล้วล้มลง นี่เป็นคำอธิบายของคนยุคนั้น
ส่วนเรื่องเสาล้ม นักโบราณคดีรุ่นหลังเสนอว่ามีคนตั้งเสาขึ้นใหม่บนฐานอิฐ ราวศตวรรษที่ 11 ถึง 12
เสาต้นนี้มีคนรายงานมาตั้งแต่ราวปี 1884 แต่สำเนาจารึกยุคกลางบนยอดเสาที่ส่งไป ไม่มีใครเห็นว่าสำคัญ
ปลายปี 1896 ทางการเนปาลขุดดินรอบเสา โดยมีนักโบราณคดีชาวเยอรมันช่วยสำรวจ ใต้ดินลึกราวหนึ่งเมตร มีอักษรพราหมี ซึ่งเป็นอักษรโบราณของอินเดีย ซ่อนอยู่
แปลได้ว่าพระเจ้าอโศกสั่งตั้งเสานี้ เพราะพระพุทธเจ้าศากยมุนีประสูติที่นี่ ส่วนบันทึกของพระจีน ไม่ได้เอ่ยถึงจารึกนี้เลยสักคำ
นักโบราณคดีชาวเยอรมันที่ช่วยสำรวจครั้งนั้น ต่อมาถูกจับได้ว่าปลอมจารึกและขายของปลอม แต่จารึกลุมพินีเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าแท้
เสาต้นนั้นยังตั้งอยู่ตรงที่ถูกขุดเจอ จารึกที่เคยจมดิน ตอนนี้อยู่ระดับสายตา
พระจีนที่จดไว้ว่ามีเสาต้นนี้อยู่ที่นั่น คือพระถังซัมจั๋ง ตัวจริงของพระถังในไซอิ๋ว
บทความทั้งหมดเขียนโดยคุณ Daddy DK เล่าเรื่อง