เมอร์ส...โคโรนา อีกโรคสัตว์สู่คน


ขอขอบคุณ บทความจาก เว็บไชต์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/505372



เมอร์ส...โคโรนา อีกโรคสัตว์สู่คน


“เมอร์ส...โคโรนาไวรัส” บทเรียนปะทุซ้ำจากสัตว์สู่คน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าทีมวิจัยแกนนำ สวทช. (2557–2561) สะท้อนว่า...

โรคระบาดทางเดินหายใจถิ่นกำเนิดจากตะวันออกกลาง หรือที่เรียกว่า เมอร์ส (MERS-Middle East Respiratory Syndrome) เกิดจากเมอร์ส โคโรนาไวรัส (coronavirus) ซึ่งเป็นไวรัสพี่น้องกับ “ซาร์ส (SARS)” ในตระกูลใหญ่โคโรนาที่ระบาดเมื่อปี 2003 ลามไป 30 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 800 ราย

ณ ก่อนหน้าที่จะมีซาร์สระบาด โคโรนาไวรัสที่ติดเชื้อในคนและทราบตั้งแต่ปี 1960 คือ HCoV-229E และ HCoV-OC43 และหลังจากปีที่ซาร์สระบาดพบเพิ่มคือ HCoV-NL63 (2004) และ HCoV-HKU 1 (2005)

ถามถึงที่มาที่ไปไวรัสเมอร์สมาจากไหน? ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกว่า ต้นตอของไวรัสโคโรนาก็เช่นเดียวกับ “ไวรัสอีโบลา” หรือ “ไวรัส
นิปาห์ (Nipah)” ที่ทำให้เกิดสมองอักเสบ ปอดบวม

โดยผู้ป่วยรายแรกที่เป็นเมอร์สอยู่ในซาอุดีอาระเบีย อายุ 60 ปี มีอาการมา 7 วัน จนเข้าโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2012 ด้วยอาการไข้ ไอ เสมหะ เหนื่อยหายใจไม่ทัน ...ที่สำคัญคือ...ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น ไม่มีโรคปอด หอบหืด ไม่มีโรคหัวใจ โรคไต ไม่สูบบุหรี่

คนไข้รายแรกนี้เสียชีวิตในวันที่ 24 มิถุนายน 2012 การค้นหาเชื้อจนระบุตัวได้ว่าเป็น “เมอร์สโคโรนาไวรัส” มาจากการใช้วิธีตรวจหารหัสพันธุกรรมทั้งตระกูลของโคโรนา ซึ่งเป็นวิธีการที่ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้อยู่ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โดยทุนสนับสนุนจาก สวทช.

“วิธีนี้สามารถระบุไวรัสครอบคลุมได้หมดในตระกูล ทั้งตัวที่ทราบอยู่แล้วและตัวที่ไม่เคยทราบมาก่อน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่า “หลักฐานที่เริ่มชี้บ่งไปถึงค้างคาวคือการที่เมอรส์โคโรนาไวรัสมีรหัสพันธุ กรรมกลุ่มเดียวกับไวรัสที่พบในค้างคาวกินแมลงในแอฟริกาใต้”

ค้างคาวกินแมลงที่ว่านี้อยู่ในสายพันธุ์ “Neoromicia cf.zuluensis” และยังมีไวรัสจากค้างคาวยุโรป Pipistrellus...ค้างคาว Nycteris ในกานา และไวรัส HKU4 และ HKU5 ในค้างคาวจีน และที่พบในค้างคาวสเปน Hypsugo savii และ Nyctinomops ในเม็กซิโก

ในประเทศไทย ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน พบว่ามูลค้างคาวไทยมีไวรัสที่ตกอยู่ในเบต้าโคโรนากลุ่ม C เช่นเดียวกับเมอร์ส ประเด็นน่าสนใจยังพบโคโรนาไวรัสหลากหลายในกลุ่มแอลฟา และอยู่ในค้างคาวหลายสายพันธุ์ จากผู้ป่วยรายแรกมีการติดต่อจากคนสู่คน ลามไปในประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ตูนิเซีย กรีซ ฟิลิปปินส์

ให้รู้ต่อไปอีกว่า “ค้างคาว”...ที่นำโรคมาสู่คนในตะวันออกกลาง มีตัวกลางคือ “อูฐ” โดยเพิ่งมีการค้นพบในปี 2013 โดยมีหลักฐานในเลือดบ่งบอกถึงการติดเชื้อ และสามารถพบตัวพันธุกรรมไวรัสในจมูก มูล เยี่ยว แม้ในอากาศที่บริเวณเดียวกับที่อูฐอาศัย
ทั้งนี้โดยที่การติดต่อมาคนอาจจะเกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือสัมผัสพื้นผิวภาชนะใกล้เคียง จากฟองฝอยละอองจากอูฐ จากสิ่งคัดหลั่ง

หรือที่อาจจะเป็นไปได้แต่โอกาสน้อยคือจากฝุ่นตามพื้นที่มีเชื้อปลิวขึ้น แม้แต่อาจผ่านทางการหายใจโดยตรง จากการกินเนื้อ นมดิบ ติดขณะปรุงชำแหละเนื้อ และจากการกินเนื้ออูฐที่ไม่สุก

“อูฐอาจได้รับเชื้อจากที่ค้างคาวปล่อยมาทางสิ่งคัดหลั่งโดยตรง หรือค้างคาวมายังลิงบาบูน และลิงแพร่มาอูฐอีกต่อ...ในปี 2013 ปีเดียวกันนั้นเองสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าต้นตอไวรัสที่มายังคนและอูฐมา จากค้างคาวในซาอุดีอาระเบียเอง ทั้งนี้โดยที่รหัสพันธุกรรมของไวรัสที่ได้จากค้างคาวตรงกันกับที่ได้จากผู้ ป่วย”

สำหรับความรุนแรงของเมอร์สอยู่ที่ความสามารถในการแพร่จากคนสู่คน โดยเฉพาะจากผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการและจะแพร่เชื้อได้กว้างขวางมากขึ้นเมื่อ อาการหนักขึ้นไปสู่คนไข้ใกล้เคียง แพทย์ พยาบาล และผู้ติดเชื้อในระลอกแรกก็จะปล่อยเชื้อให้คนอื่นเป็นระลอกสอง และสู่สาม สี่ ตามลำดับ

โดยที่ “คนเดียว”...อาจแพร่ให้เกิดการติดเชื้อหลายคนในคราวเดียวกัน

การระบาดในเกาหลีเกิดขึ้นจากผู้ที่ได้รับเชื้อในตะวันออกกลาง ซึ่งเดินทางไปบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ระหว่างวันที่ 18 เมษายน-4 พฤษภาคม 2015 และเริ่มป่วยเมื่อกลับมาเกาหลี ในวันที่ 11 พฤษภาคม ไปที่คลินิกแพทย์ต่อด้วยเข้าโรงพยาบาลอีกแห่ง จากนั้นต่อไปอีกคลินิกและจบที่โรงพยาบาลสุดท้าย ช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคมจึงวินิจฉัยได้...เมื่อนับย้อนหลัง 14 วันก่อนป่วย ซึ่งเป็นระยะฟักตัวหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยปฏิเสธการสัมผัสผู้ป่วยหรือสัมผัสสัตว์ใดๆทั้งสิ้น

การแพร่เริ่มลุกลามตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ไปยังแพทย์...ผู้ป่วย...ญาติผู้ป่วย สถานการณ์ระบาดกว้างขวางเนื่องจากบุคคลที่สัมผัสผู้ป่วยไม่ยอมแยกกักกันตัว เอง เดินทางไปเมืองอื่น ประเทศอื่น ไปจีนผ่านทางฮ่องกง และแพทย์ที่มีอาการยังคงไปประชุมวิชาการต่ออีก 3 แห่ง

ทำให้มีผู้ติดเชื้อไป 108 ราย (ถึงวันที่ 10 มิถุนายน)...เสียชีวิต 9 ราย และเฝ้ากักดูอาการอีกมากกว่า 2,800 ราย

ซึ่งรวมทั้งผู้เดินทางในพาหนะหรือทางเครื่องบินลำเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ระยะฟักตัวตั้งแต่ได้รับเชื้อจนมีอาการอยู่ที่ 2-14 วัน ทั้งนี้โดยผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะตั้งแต่ที่เริ่มป่วย แล้ว และยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถแพร่เชื้อก่อนเกิดอาการได้มากน้อยเพียงใด จากการสัมผัสกับพื้นผิวภาชนะแม้แต่ลูกบิดประตู ทานอาหาร ดื่มน้ำในภาชนะร่วมกัน และเริ่มอาจต้องระวังการติดต่อทางการหายใจ

เนื่องจาก “เมอร์ส...โคโรนาไวรัส” อยู่ในกลุ่มเดียวกับซาร์สและการติดเชื้อที่เกาหลีเกิดแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ ในบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่เพียง 5 นาทีเท่านั้น เมื่อเริ่มมีอาการแล้วอย่างน้อยอาจแพร่เชื้อต่อไปอีกได้ไม่ต่ำกว่า 7 วัน

แต่ถ้าอาการหนักและอยู่ในระบบการประคองช่วยชีวิต อาจแพร่ต่ออีกได้ 25-30 วัน...แต่จะนานกว่านี้หรือไม่หลังจากอาการสงบแล้วต้องติดตามตรวจไวรัสในสิ่ง คัดหลั่ง ปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

การตรวจหาเชื้อต้องทำการตรวจตัวอย่างหลายชนิดพร้อมๆกันตั้งแต่ป้ายจากใน ช่องปาก...คอ รูจมูกช่องโพรงด้านหลัง...เสมหะ เลือด และที่ป้ายจากช่องทวาร กรณีตรวจครั้งแรกได้ผลลบควรตรวจซ้ำ โดยที่ถ้ามีอาการหนักขึ้น การได้เสมหะจากการดูดทางท่ออาจจะทำให้จับตัวไวรัสได้แม่นยำขึ้น

ที่ต้องเน้นย้ำ...การเดินทางเข้าในถิ่นระบาดต้องไม่สัมผัสสัตว์ใดๆรวม ทั้งอูฐ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปกติหรือป่วยก็ตาม ไม่กินอาหารที่ปรุงไม่สุก ไม่ดื่มนมดิบ หลีกเลี่ยงปะปนกับผู้ป่วยมีอาการไม่สบาย ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆด้วยแอลกอฮอล์ น้ำหรือเจล หรือสบู่ ผู้เดินทางกลับมาจากถิ่นระบาดต้องกักตัวแยกจากผู้อื่นทันทีที่ป่วย และรายงานต่อทางการทันทีเพื่อป้องกันตัวจากโรคและแพร่กระจาย
กรณีที่สถานการณ์เลวร้าย ผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อต่อจากหลายทอด...

ไม่จำเป็นต้องมาจากถิ่นระบาดหรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่มาจากถิ่นระบาดก็ได้ ผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวอาการจะรุนแรงกว่า คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะแสดงอาการในรูปท้องเสียเด่น ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงจะมีไตวายร่วมด้วย...

ซึ่งมากกว่า “ซาร์ส”...ที่มีปอดเป็นอาการเด่น การรักษาด้วยยา ribavirin และ interferon alpha 2a แม้ดูเสมือนดีใน 14 วันแรก แต่ไม่เปลี่ยนอัตราตายที่ 28 วัน เสียชีวิตโดยเฉลี่ยที่ 40%

“เมอร์ส...โคโรนาไวรัส” จึงเป็นอีกไวรัสสัตว์สู่คนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด.



ผู้โพส: gunhotnews
วันที่: 18 มิ.ย. 2558 13:56
จำนวนคนเข้าชมทั้งหมด:5502
หมวด: ความรู้ทั่วไป

 

 

 

 

สุ่มกระทู้

 น้ำแข็งในอาร์กติกลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์  30 มี.ค. 2559 23:58

 สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศอินโดนีเซีย  09 มี.ค. 2559 22:44

  อนาคตแห่ง Internet of Things ด้วย Windows 10 IoT  18 พ.ค. 2558 21:20

 รู้จัก ‘โรคเซ็งเรื้อรัง’ เบื่อจัง เซ็งจุง  27 มี.ค. 2558 00:00

 Breakthrough Starshot ความหวังใหม่ในการสำรวจ Alpha Centauri  15 เม.ย. 2559 00:45


1

I actually wanted to jot down a small remark to be able to appreciate you for these great pointers you are placing on this site. My time intensive internet investigation has at the end of the day been honored with reliable concept to exchange with my neighbours. I would express that many of us readers actually are very much endowed to exist in a good website with very many perfect people with great hints. I feel pretty happy to have come across the weblog and look forward to some more brilliant moments reading here. Thank you again for a lot of things. bape

ผู้โพส: bape          วันที่:28 พ.ค. 2566 06:01          (บุคคลทั่วไป:27.153.183.xxx)

X
Loading........

2

ผู้โพส: yurasmirnov          วันที่:05 พ.ค. 2562 19:50          (บุคคลทั่วไป:36.248.161.xxx)

X
Loading........

3

ผู้โพส: isabellerigal          วันที่:07 เม.ย. 2562 12:13          (บุคคลทั่วไป:36.250.186.xxx)

X
Loading........
1

ไปหน้าที่
 


  แสดงความคิดเห็น
 
 
 
ชื่อ
กรุณากรอกข้อความตามภาพ    *ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทุกตัวและมีอักษรภาษาไทยผสม 
อัพโหลดรูปที่นี่ และนำโค๊ด HTML Code มาใส่ในข้อความที่ต้องการ